ถอดบทเรียน#4 ขบวนการตากอากาศ

22

ปิดเทอมนี้เรามีนัดกันทุกสัปดาห์กับรายการ “ขบวนการตากอากาศ” รายการสนุกแฝงสาระที่ดูได้ดูดี เป็นมิตรกับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และทุกครอบครัว ตามติดมาด้วย ถอดบทเรียนการเลี้ยงลูก ที่ดึงเอาแง่คิดมุมมองต่างๆ ที่น่าสนใจจากรายการมาชวนคิดชวนคุยกันต่อหลังดูรายการจบ
สำหรับ “ขบวนการตากอากาศ” ในสัปดาห์นี้ ยังคงอยู่กับเรื่องราวสนุกสนานหรรษาจากครอบครัวของพี่อุ๋ย-น้องเอ๋ย และครอบครัวสุดคึกคักของน้องไมร่าแอนด์เดอะแก๊ง
เทคนิคที่ใช้: เบี่ยงเบนความสนใจของน้องเอ๋ยที่ยังอยู่ในวัยที่คุยด้วยยากให้ออกมาจากสถานการณ์ชวนหงุดหงิดนั้นซะ แล้วหันไปต่อรองกับพี่อุ๋ยที่คุยง่ายกว่า โดยคุณแม่อธิบายสถานการณ์ให้ลูกฟังด้วยเหตุผลอย่างใจเย็น (ไม่ใช่ขู่เข็ญให้ยอมเพียงเพราะว่าเป็นพี่แล้วต้องยอมน้องเท่านั้น) เป็นการฝึกทักษะการแก้ปัญหา และฝึกการให้อภัย ซึ่งเป็นสิ่งเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ที่จะติดตัวเด็กๆไปจนโต
สัปดาห์ที่แล้วเราตามพี่อุ๋ยและน้องเอ๋ยไปเที่ยวนอกบ้านกัน สัปดาห์นี้ก็เลยตามมาดูความน่ารักของสองพี่น้องเวลาอยู่ที่บ้านดูบ้าง จะเห็นได้ว่า–โจทย์ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับทุกบ้านที่มีเด็กมากกว่าหนึ่งคนก็คือ การกระทบกระทั่งกันตามประสาพี่น้อง โดยเฉพาะช่วงวัยเด็กเล็กที่ยังจัดการตัวเองไม่ค่อยจะได้เลยลูกเอ๊ย จากที่เราเห็นกันในคลิปก็คือ น้องเอ๋ยไปแย่งพี่อุ๋ยเล่นของเล่นบ้างล่ะ ไปทำทางรถไฟของพี่อุ๋ยพังบ้างล่ะ จนเกิดอาการงอแง หงุดหงิด โมโหกันไป ซึ่งคุณแม่ก็ใช้วิธี คอยดูอยู่ใกล้ๆ และเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้ตามจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งก็อาจจะแก้ปัญหาไม่ได้ในทันทีหรอกนะคะ เพราะเด็กก็คือเด็ก ยังอยู่ในวัยที่ควบคุมอารมณ์ได้ไม่เก่ง ต้องใช้เวลาอบรมบ่มเพาะไปเรื่อยๆ กว่าจะเห็นผล แต่เพราะแม่ก็คือแม่! ด้วยความใกล้ชิดและคอยสังเกตอุปนิสัยใจคอของลูกๆอยู่เสมอ ทำให้คุณแม่สามารถจับจุดแข็งจุดอ่อนของลูกแต่ละคนได้ และพอมองเห็นลู่ทางว่าจะรับมือกับลูกแต่ละคนอย่างไร ทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปได้ เผลอแป๊บเดียวสองพี่น้องก็มากอดมาจุ๊บกันแล้วเห็นมั้ย อิอิ
ตัดกลับมาที่บ้านของน้องไมร่ากันบ้าง สัปดาห์นี้ได้โอกาสพาเด็กๆไปเที่ยวนอกบ้านกันไกลเลยทีเดียว ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติธรณีวิทยา เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดปทุมธานี โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ ไดโนเสาร์ อันเป็นโจทย์ปัญหาของเราในวันนี้ เพราะเป็นสิ่งที่พี่ซุเบรุวัย 3 ขวบโปรดปราน แต่เป็นสิ่งที่น้องฮัมซะวัย 1 ขวบกลัวมาก ทำให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกันอยู่ตลอดเวลาเล่นด้วยกัน คุณพ่อคุณแม่ผู้น่ารักเลยใช้วิธีพาลูกไปสัมผัสกับโลกของไดโนเสาร์จำลองเพื่อให้สัมผัสประสบการณ์แบบครบรสกันเลย ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เด็กๆ จะได้เห็นทั้งหุ่นไดโนเสาร์ที่จำลองให้เหมือนตัวจริง ได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมขุดหากระดูกไดโนเสาร์ รวมถึงได้เดินเที่ยวชมสาระความรู้เกี่ยวกับไดโนเสาร์พันธุ์ต่างๆ อย่างจุใจ เรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมที่วินวินกันทุกฝ่าย เพราะพี่ซุเบรุก็ได้มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองชอบ ส่วนน้องฮัมซะก็ได้จัดการกับความกลัวของตัวเอง ที่สำคัญทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข แถมยังได้เรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ จากประสบการณ์ในโลกกว้างอีกด้วย เทคนิคที่ใช้: สอนให้ลูกเผชิญหน้ากับความกลัวด้วยการที่พ่อแม่ไม่ขู่บังคับให้เลิกกลัว ปล่อยให้ลูกค่อยๆ จัดการกับความรู้สึกของตัวเอง โดยพ่อแม่ คอยอยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจลูก อธิบายด้วยเหตุผล จับมือทำกิจกรรมไปด้วยกัน และเป็นอกอุ่นๆให้ลูกกอดในยามที่ต้องการเสมอ

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากรายการของเราก็คือ การเลี้ยงเด็กกับ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า นั้นเป็นของคู่กัน ทุกๆวันและทุกๆนาทีของพ่อแม่เต็มไปด้วย โจทย์อันท้าทาย ที่หลายๆครั้งเราก็ไม่อาจจะใช้คัมภีร์เล่มใดเล่มหนึ่งมาช่วยแก้ปัญหาได้ จะมีก็แต่ ความรักความเข้าใจ การอดทนยอมรับ และ ปรับตัวปรับใจ ไปด้วยกันนี่ล่ะค่ะ ที่จะช่วยให้แต่ละสถานการณ์ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ช้างตกมันคืออะไร ทำไมอยู่ๆช้างถึงตกมัน ดุร้ายและอาละวาด.

rut-elephant-01-300x201ช้างเป็นสัตว์ที่มีขนาดสูงใหญ่ รูปร่างสง่างาม น่าเกรงขาม จนปรากฏตามข่าวหลายครั้งว่า เกิดเหตุการณ์ช้างตกมันทำร้ายคน “ช้างตกมัน” แท้จริงแล้วคืออะไร เพราะเหตุใดช้างจึงตกมัน

ช้างที่มีอาการตกมันแสดงว่าช้างเชือกนั้น มีความสมบูรณ์ที่สุดและมีความตื่นตัวทางเพศอย่างเต็มที่ เกิดได้กับทั้งช้างเพศผู้และช้างเพศเมีย ที่มีอายุอยู่ในเกณฑ์ผสมพันธุ์ได้ คืออายุระหว่าง 20-40 ปี โดยต่อมที่ขมับทั้งสองข้างจะบวมขึ้นจนเห็นได้ชัด รูของต่อมจะเปิดกว้างออก มีสารคัดหลั่งเป็นน้ำเมือกสีขาวข้นไหลออกมา ซึ่งจะมีกลิ่นเหม็นสาบฉุนที่รุนแรงมาก จึงเรียกว่า “ตกมัน” และหากเกิดในช้างเพศผู้ อวัยวะสืบพันธุ์จะแข็งและมีปัสสาวะไหลออกมากะปริบกะปอย อาจมีน้ำอสุจิไหลออกมาด้วย

ช้างที่ตกมันจะมีอาการก้าวร้าว ดุร้าย ทำลายสิ่งขวางหน้าทุกอย่าง รวมทั้งทำร้ายเจ้าของหรือคนเลี้ยงด้วย โดยช่วงที่จะเกิดหรือเกิดอาการตกมันเจ้าของช้างจะทราบล่วงหน้าจากการบวมที่ขมับทั้งสองข้างของช้าง จะต้องป้องกันโดยการล่ามโซ่ให้ใหญ่ขึ้น ล่ามไว้ในที่แน่นหนาและแข็งแรง จะก่อไฟไว้รอบๆ เพราะควันไฟจะช่วยไม่ให้ช้างตัวอื่นที่ไม่ได้ตกมันได้กลิ่นน้ำมันของช้างตกมัน เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างอื่นเข้ามาทำร้ายช้างตกมัน อาการตกมันจะเกิดประมาณ 2-3 สัปดาห์ โดยจะค่อยๆ บรรเทาลง เจ้าของจะให้ช้างกินอาหารในปริมาณที่น้อย จะเน้นให้กินฟักเขียว เพราะมีฤทธิ์เย็นช่วยให้ช้างอารมณ์ดีขึ้น อาหารตกมันอาจขึ้นขึ้นได้ทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี เมื่อหายเป็นปกติแล้วก็สามารถนำช้างกลับมาใช้งานได้ตามเดิม

อย่างไรก็ตามเมื่อพบเห็นช้างตกมัน ก็ควรมีสติ ไม่ควรเข้าใกล้เพราะช้างอาจทำร้ายเราได้ ดังที่ปรากฏในข่าวมาแล้ว

จูบอย่างไรให้อีกฝ่ายประทับใจมากที่สุดด้วยเทคนิคการจูบอย่างมืออาชีพ.

kiss-impressive-300x199การแสดงความรัก การสร้างความประทับใจให้กับคนที่ตัวเองรัก ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย มักจะมีวิธีการแสดงความรักที่แตกต่างกันออกไป บางคนเลือกที่จะพูดคำว่า “รัก” เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกของตัวเองให้อีกฝ่ายนั้นได้รับรู้ แต่บางคนนั้นก็เลือกที่จะกระทำด้วยภาษากายเป็นการแสดงออกที่ลึกซึ้งและแสดงถึงความรักได้ดีมากยิ่งขึ้น

และสำหรับความรักในวัยหนุ่มสาว บางครั้งอาจจะไม่ใช่แค่วัยหนุ่มสาวเท่านั้น การแสดงออกของความรักสามารถทำได้ทุกวัยด้วยการ “จูบ” การจูบของแต่ละคู่รักนั้นไม่เหมือนกัน ความรู้สึกที่ทั้งคู่มีต่อกันนั้นสามารถแสดงออกได้ด้วยการจูบ เป็นการแสดงความรักด้วยภาษากายที่สามารถสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายไม่รู้ลืม… สำหรับจูบแรกของคู่รัก เรามาดูกันว่าแบบไหนที่สามารถทำให้อีกฝ่ายประทับใจได้มากที่สุด

1. จูบเบาๆ ที่หน้าผาก สำหรับความรักที่กำลังสดใส กำลังใช้คำว่าแฟนไปเรื่อยๆ ทุกอย่างในชีวิตนั้นดูมีความสุขและเป็นสีชมพูไปเสียหมด การที่ฝ่ายชายจูบหน้าผากฝ่ายหญิงเบาๆ แสดงได้ถึงความรักและเอ็นดูที่เขามีต่อฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยมากที่สุด สำหรับการจูบครั้งแรกควรแสดงความรักแบบที่ไม่ต้องหวือหวามากนัก

2. จูบที่แก้ม หรือบริเวณมุมปากแบบเบาๆ การจูบที่สร้างความประทับใจ อาจจะไม่ใช่การจูบที่เร้าร้อนเสมอไป เพราะว่าบางครั้งฝ่ายหญิงอาจจะต้องการความอบอุ่น นุ่มลึก จากชายหนุ่มที่ตัวเองรักมากกว่าการใช้ความรุนแรงในการจูบ หนุ่มๆ คนไหนที่อยากสร้างความประทับใจให้ฝ่ายหญิง ลองบอกรักเธอด้วยวิธีการจูบที่แก้มหรือว่ามุมปากเบาๆ แล้วทิ้งไว้สักครู่ พร้อมกับกระซิบบอกว่ารักเธอเบาๆ เพียงเท่านี้เธอก็มีความสุขและประทับใจกับรอยจูบของคุณไปอีกนาน

3. จูบแบบเร่าร้อน เมื่อถึงเวลาที่ต้องแสดงความรักฉันท์สามีภรรยา การจูบแบบน่ารักๆ อาจจะไม่ค่อยประทับใจมากนัก หนุ่มสาวหลายคนนั้นหลงใหลกับการจูบแลกลิ้นแบบเร่าร้อน การจูบแบบลึกซึ้งขนาดนี้ ถ้าอยากให้อีกฝ่ายประทับใจลองใช้วิธีการค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการบุกหรือจู่โจมเพื่อจูบ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติจะดีกว่า

เหตุผลที่ต้องจูบ ส่วนใหญ่มาจากความรักที่ต้องการแสดงออกมากกว่า การจูบเป็นหนทางแสดงออกของความรักที่ไม่ผิด แต่ต้องไม่โจ่งแจ้งหรือทำในที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน ควรทำในที่ส่วนตัวที่ที่มีแต่คุณและคนที่คุณรักเท่านั้น การสร้างความประทับใจในการจูบเป็นเรื่องไม่ยาก เพราะเชื่อว่าพลังแห่งความรักไม่ว่าจะจูบแบบไหนก็ทำให้สุขใจได้เสมอ…

12 ทักษะที่ต้องมีก่อนเรียนจบ เรียนรู้ก่อนได้เปรียบแน่

11

เอ้า! น้องๆ คนไหน ที่เรียนอยู่ปีสุดท้ายกันมั้งแล้วเอ่ย? ต้องมาดูเลยค่ะ กับ 12 ทักษะที่น้องๆ นักศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้ ก่อนเรียนจบ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้นะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการปรับตัวเข้าสู่สังคมใหม่ๆ การบริหารเวลาจัดสรรงานที่ควรทำก่อน-หลัง และยังรวมถึงการพัฒนาตนเองให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย จะมีทักษะอะไรบ้างที่เราต้องฝึกฝนนั้น ลองมาดูเลยค่ะ

1. ใช้อุปกรณ์สำนักงานให้คล่อง

คอมพิวเตอร์ แฟกซ์ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องปริ้น และอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายไม่ยุ่งยากอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่เคยใช้มาก่อนเลยก็อาจจะงงๆ อยู่บ้างในช่วงแรก ซึ่งคุณควรเรียนรู้การใช้อุปกรณ์เหล่านี้ให้เร็วที่สุด ลองขอให้รุ่นพี่ใจดีๆ สักคนในออฟฟิศสอนสักหน่อย เผื่อวันไหนถูกเจ้านายใช้งานกะทันหันขึ้นมาจะได้ทำเป็น
2. มีทักษะด้านภาษา

เป็นที่รู้กันดีว่าทุกวันนี้ภาษาอังกฤษกำลังจะไม่ใช่ความสามารถพิเศษอีกต่อ ไป แต่เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ทุกคนควรจะชำนาญในระดับที่สื่อสารได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และนอกจากนี้ก็ยังควรเรียนรู้ภาษาที่สามเพิ่มเติม ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่อยากทำว่าจำเป็นต้องใช้ภาษาอะไรเพิ่มเติม
3. รู้จักกาลเทศะ

ก่อนจบการศึกษา ก็เพื่อให้ได้มีโอกาสเรียนรู้อย่างใกล้ชิด และสัมผัสสภาพแวดล้อมของการทำงานจริง ระหว่างที่ฝึกงานควรหัดสังเกตว่าการแต่งกายที่ถูกต้องเหมาะสม วิธีการคุยโทรศัพท์กับลูกค้า ภาษาที่ใช้ในการรับส่งอีเมลล์เรื่องงาน และมารยาทอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับพนักงานออฟฟิศมีอะไรบ้าง ลองมองซ้ายมองขวาสำรวจดูก่อนว่ากฎระเบียบของออฟฟิศมีอะไรบ้าง

4. จัดการโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างมีประสิทธิภาพ

นายจ้างจำนวนมากมักแอบส่อง Facebook ของลูกน้อง และมีหลายคนที่ไม่ได้งานเพราะ Facebook มาแล้ว ขอเตือนว่าไม่ควรบ่นเรื่องงานลง Facebook สุ่มสี่สุ่มห้า หรือปลดปล่อยความเป็นตัวของตัวเองมากจนเกินงาม และควรหัดใช้ LinkedIn เว็บเครือข่ายสังคมที่เน้นเครือข่ายด้านธุรกิจ หรือลองหัดเขียน Blog สาระดีๆ เกี่ยวกับเรื่องงานของตัวเองบ้างก็ดีค่ะ

5. มีความคิดที่เป็นสากล

ความคิดที่เป็นสากล หรือ Global mindset เป็นทักษะที่สำคัญมากต่อการทำงานในยุคโลกาภิวัฒน์ ทุกวันนี้หลายองค์กรเริ่มมองหาช่องทางการขยายตลาดไปสู่ตลาดโลกอย่างต่อ เนื่อง ทำให้หลายหน่วยงานต้องการบุคลากรที่สามารถเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างแดน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็ต้องเป็นคนที่พร้อมเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ปรับตัวได้ดี และเข้าใจผู้คนต่างชาติต่างภาษา

6. มีความรู้ทางธุรกิจ

ไม่ว่าคุณจะทำงานสายวิทย์ สายศิลป์ หรือเป็นศิลปินติสต์แตกขนาดไหนก็ตาม ความรู้ทางธุรกิจก็เป็นทักษะที่ไม่ควรมองข้าม ความรู้ทางธุรกิจเป็นสิ่งจำเป็นที่ตนต้องศึกษาก่อนเรียนจบ นายจ้าง มีความเห็นว่านี่คือทักษะที่สำคัญมาก และเป็นเกณฑ์หนึ่งที่พวกเขาใช้ในการพิจารณารับเด็กจบใหม่เข้าทำงาน อย่างน้อยก็ควรจะติดตามอัพเดทข่าวสารเศรษฐกิจเป็นระยะๆ บ้าง
7. สามารถทำงานเป็นทีมได้

การทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่นายจ้างมองหาจากเด็กจบใหม่ โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ที่เด็กรุ่นใหม่ขึ้นชื่อว่ามีความเป็นตัวของตัวเองสูง ในการสัมภาษณ์งานคุณจะต้องทำให้ผู้สัมภาษณ์มั่นใจว่า คุณจะสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้โดยไม่เกิดปัญหา ซึ่งนายจ้างก็มักจะพิจารณาจากกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นต่างๆ ที่คุณเคยทำมาสมัยเรียน เช่น การร่วมทีมกีฬา การเป็นคณะกรรมการนักศึกษา หรือการทำค่ายอาสา เป็นต้น

8. มีทักษะการพูด

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนขี้อาย ปากหนัก ปากแข็ง ขนาดไหน แต่เมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน การติดต่อสื่อสารและพูดคุยกับผู้อื่นเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงแรกของการทำงาน คุณจะต้องพบเจอผู้คนใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งเพื่อนร่วมงานและลูกค้า ซึ่งบุคลิกภาพภายนอกกับการพูดจา ก็เป็นส่วนหนึ่งที่พวกจะใช้ในการประเมินคุณเมื่อแรกพบ

9. มองโลกในแง่บวก

ทักษะในการทำงานเป็นสิ่งที่สามารถให้ผู้อื่นสอนได้ แต่การพัฒนาทัศนคติและความคิดเป็นสิ่งที่ต้องเริ่มจากข้างในของตัวเอง คนที่มองโลกในแง่บวก ทำงานอย่างตั้งใจแต่ไม่เครียด เป็นคนที่ใครๆ ก็อยากอยู่ใกล้ ใครๆ ก็อยากทำงานด้วย และมีแนวโน้มที่จะมีความสุขในการทำงานมากกว่าคนที่เอาแต่เครียดทั้งวัน

10. มีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา

ถึงเราจะเรียนจบแล้วก็ตาม แต่ก็ยังหาความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเสมอ เพื่อนำควารู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับงานของเรา โดยเฉพาะคนที่จบเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องคอยศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอนะคะ

11. มีความมั่นใจ

เมื่อเราก้าวเข้าสู่ชีวิตในการทำงานแล้ว จงจำไว้เลยว่า ‘การทำงานนั้นไม่มีการให้สอบซ่อมเหมือนตอนเรียนอยู่นะคะ’ ดังนั้นความมั่นใจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยทำให้เราทำงานให้ออกมาดีได้ ความมั่นใจนั้นมาจากไหน? ก็มาจากตัวเราเนี่ยแหละค่ะ ให้เราคิดเสมอว่า ‘ไม่ว่าเราจะเจองานอะไรที่เราทำไม่ได้ ยากอย่างไรก็ตาม ให้คิดว่าเราทำได้และต้องทำให้ออกมาดีที่สุดด้วย’ แค่นี้ก็ทำให้เรามีแรงผลักดันที่จะทำงานให้ได้แล้วค่ะ

12. รู้จักการบริหารเวลาที่ดี

การทำงานนั้นจะไม่มีการปิดภาคเรียน เทอม 1 เทอม 2 แต่จะมีกำหนดเวลาในการเข้าออกงาน กำหนดวันทำงานและวันหยุดเท่านั้น ซึ่งทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ถ้าเราบริหารเวลาไม่ดีก็จะทำให้เราต้องทำงานทุกอย่างเร่งรีบ ส่งผลให้งานออกมาไม่ดี แถมยังอาจจะโดนเจ้านายดูอีกด้วยนะ ดังนั้นเราควรที่จัดสรรเวลาในการทำงานในแต่ละอย่างให้ดี

5 เครื่องดื่มบำรุงเพศ ดื่มได้ดื่มดี แรงดีไม่มีตก

นอกจากสมุนไพร ที่ช่วยบำรุงร่างกายและน้องชายแข็งแรง เครื่องดื่มประเภทต่างๆ ก็สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ดี ไม่แพ้สมุนไพรเลยทีเดียว!

1. นม (Milk)

เราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่านมคั้นสดๆ จากเต้า มันขาวอวบขนาดไหน? เอ้ย! มีประโยชน์ขนาดไหน ซึ่งการดื่มนมเป็นประจำ สามารถรักษาสมรรถภาพทางเพศไม่ให้ถดถอยเข้าคู เพราะนมเต็มไปด้วยสารอาหารจำเป็นหลายชนิด เช่น แร่ธาตุ วิตามิน แมกนีเซียม และสังกะสี เป็นต้น โดยเฉพาะผู้ชายที่เข้าสู่วัยกลางคน ควรดื่มนมเป็นประจำ เพื่อร่างกายที่แข็งแรง!

2. น้ำผึ้ง (Honey)

ในทุกชนชาติ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป เอเชีย แอฟริกา หรืออินเดีย ต่างมีความเชื่อเหมือนกันว่า ‘น้ำผึ้งมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย และเป็นยาอายุวัฒนะ’ อีกทั้งยังเป็นตัวสำคัญในตำรับยาไทย เช่น การแต่งรสยา โดยการผสมเข้ากับยาที่มีรสขมมาก ให้ยานั้นทานได้ง่ายขึ้น, แก้อาการท้องผูก ท้องเสีย, รักษาผิวหนังจากเชื้อรา และประโยชน์อีกนานัปการ

3. กาแฟ (Coffee)

จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยเทกซัส พบว่าร้อยละ 42% ของคนที่ดื่มกาแฟวันละ 2-3 แก้ว หรือปริมาณ 85-170 มิลลิกรัม มีโอกาสที่จะหย่อนสมรรถภาพทางเพศน้อยกว่า คนที่ไม่ดื่มกาแฟเลย เพราะกาแฟจะทำให้หลอดเลือดแดง และกล้ามเนื้อผ่อนคลาย ร่วมไปถึงน้องชายของคุณด้วย หรือถ้าวันไหนเกิดคึกไม่อยากให้ศึกจบไว ก็ซดกาแฟลงท้องสัก 1 แก้ว ก่อนออกศึก จะทำให้ผลการรบออกมาดีเยี่ยม!

4. น้ำแตงโม (Watermelon juice)

ในแตงโม จะมีสารที่เรียกว่า “ซิทรูไลน์” (citruline) เป็นกรดอะมิโน ทำให้เส้นเลือดขยาย คล้ายกับการทำงานของยา ที่ใช้ในการรักษาอาการหย่อนสมรรถนะทางเพศ

5. น้ำมะเขือเทศ (Tomato juice)

การวิจัยสถาบันศูนย์วิจัยคามาโนส เมืองดีทรอยต์ สหรัฐอเมริกา พบว่า “สารไลโคปีน” (Lycopene) ที่อยู่ในมะเขือเทศ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี และยังช่วยบำรุงสเปิร์มให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย

 

ที่มา : FHM Thailand

สังฆราชประทานโอวาท ความพร้อมเพรียงแห่งชนผู้อยู่ร่วมกัน

สังฆราชประทานโอวาท ‘ความพร้อมเพรียงแห่งชนผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ยังความเจริญรุ่งเรืองให้บังเกิดขึ้น’ ให้ทุกกลุ่มนำไปปฏิบัติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในรอบบ่าย ซึ่งเปิดให้พุทธศาสนิกชนเฝ้าสักการะตั้งแต่เวลา 14.00-16.00 น.สมเด็จพระสังฆราชเสด็จจากตำหนักอรุณลงพระอุโบสถ จุดธูปเทียนบูชา พระอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ เสด็จขึ้นประทับพระอาสน์ ในการนี้ ผู้แทนพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ อัญเชิญแจกันดอกบัว พร้อมผ้าไตร ถวายสักการะแด่สมเด็จพระสังฆราช จากนั้นประทานวโรกาสให้พระคาร์ดินัล ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ประธานสภาประมุขแห่งบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย และคณะสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เฝ้าถวายสักการะ

เมื่อเวลา 16.00 น.สมเด็จพระสังฆราชเสด็จลงจากพระอุโบสถ ประทับพระอาสน์ ประทานโอวาท ความว่า ขออำนวยพรแด่อุบาสก อุบาสิกา ทุกท่านที่ได้มาประชุมกันที่วัดราชบพิธฯ อนุโมทนาที่มีจิตมุทิตาที่ได้สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ท่านทั้งหลายได้มาตากแดดตากลม รู้สึกว่ามีขันติอย่างมาก ก็เพราะศรัทธา เลื่อมใสในพระรัตนตรัย นำหลักธรรมของพระพุทธองค์มาทดสอบ น่าอนุโมทนาการที่มาร่วมกันสมานฉันท์ และมุทิตาวันนี้ เป็นที่น่ายินดี ขออนุโมทนาอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะที่ทุกคนได้มาวัดราชบพิธฯ ขอให้ได้นำธรรมภาษิตที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 อาราธนามาเป็นตราประจำพระองค์ และติดไว้ที่พระอุโบสถแห่งนี้ว่า “สัพเพสัง สังฆะภูตานัง สามัคคี วุฑฒิสาธิกา” แปลว่า ความพร้อมเพรียงแห่งชนผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ยังความเจริญรุ่งเรืองให้บังเกิดขึ้น

ประเทศของเราพัฒนาขึ้นตั้งแต่รัชกาลที่ 5 คล้ายๆ กับเป็นบ่อเกิดให้ประเทศเราเจริญ ขอให้ทุกท่านจำคำนี้ไว้ และนำไปปฏิบัติด้วย กลุ่มน้อย กลุ่มใหญ่ ทั้งประเทศ นำภาษิตนี้ไปใช้ปฏิบัติ หากเราแตกแยกกันอะไรจะเกิดขึ้น เช่น การพายเรือหากต่างคนต่างพาย เรือจะหมุนไปทางไหนก็ไม่รู้ เป็นต้น เหมือนกับการอยากกินขนม อยากได้สตางค์ แต่ไม่ทำงานจะได้หรือไม่ ให้นำไปคิด ขออนุโมทนาด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย ขออำนวยพรให้ปราศจากสรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย สรรพอุปสรรคอันตรายทั้งมวล ประสบสุขทุกเมื่อเทอญ

อุทาหรณ์รักขม! พิษสุรา-แรงหึง เธอถูกสามีซ้อมตั้งแต่ 5 ทุ่ม-ตี 5

ความรักเป็นสิ่งสวยงามเสมอ ถ้ารักนั้นเป็นรักที่เข้าอกเข้าใจกัน ช่วยเหลือกัน แบ่งปันทุกข์สุขแก่กัน และให้เกียรติซึ่งกันและกัน

แต่หากรักนั้นเต็มไปด้วยการครอบครอง หึงหวง สุรา และความรุนแรง รักนั้นก็เต็มไปด้วย “รสขม” ที่จุดจบของเรื่องมักจะจบลงด้วยความเศร้า!!

ต่อจากนี้เป็นเรื่องจริงของ “เจน” หญิงสาววัย 33 ปี ที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อจริงนามสกุลจริง แต่ยินดีถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตสุดช้ำ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับ “คู่รัก” ทุกคู่ ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นผ่านมาแล้ว 3 ปี แต่ไม่ว่า คราใดที่ย้อนกลับไปนึกถึงก็จะปวดร้าวจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

เจน เล่าว่า ช่วงที่รักกันใหม่ๆ ก็เหมือนกับคู่รักทั่วไปที่มีความรู้สึกว่า โลกนี้มีแค่เราสองคน ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้

“เรารักกันมาก” เธอเผย

แต่พออยู่ด้วยกันมาปีกว่า ฝ่ายชายก็เริ่มออกอาการ จากที่ไม่เคยกินเหล้า ก็เริ่มกินเหล้า จากที่ไม่เคยอาละวาดก็อาละวาด

“เวลาเขาเมา เขาจะอาละวาดใส่เรา”

และไม่ใช่แค่เธอที่โดน ที่ทำงานฝ่ายชายก็เมาอาละวาดจนต้องถูกเชิญให้ออกจากงาน เมื่อเขาตกงาน ภาระค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมดก็มาตกอยู่ที่เจน

“ตอนนั้นเริ่มแย่”

ที่แย่…เพราะเจนตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน ทำให้ต้องออกจากงานเพราะเดินทางไม่สะดวก

แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องดิ้นรน เพราะลูกน้อยที่อยู่ในท้องอีกไม่กี่เดือนจะลืมตาดูโลก เจนจึงตัดสินใจไปหาญาติเพื่อหางานทำ

ทั้งที่ตั้งใจดี แต่กลับถูกสามีเข้าใจผิดว่ามี “ชู้”

และวันนั้น ก็ได้เปลี่ยนชีวิตรักอันหวานชื่นกลายเป็น “ขมขื่น” สุดบรรยาย

“วันนั้นเขาอยู่บ้านคนเดียว แล้วกินเหล้า พอเรากลับบ้านไป เขาก็ถามว่า ไปทำอะไรมา เราก็บอกว่า ไปหางาน แต่เขาไม่เชื่อ” และนั่นเป็นครั้งแรกที่เธอถูกฝ่ายชายกระทำความรุนแรง ทั้งบีบคอ เตะ ต่อย ตีด้วยท่อนเหล็ก ตีด้วยไม้หน้าสาม

“เขาพยายามบังคับให้เราพูดในสิ่งที่เขาต้องการได้ยิน ทั้งที่เราก็ยืนยันว่า ไม่มี”

ขณะที่ถูกฝ่ายชายทำร้ายร่างกาย เจนไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย เธอพยายามปกป้องลูกในท้องไม่ให้ถูกทำร้าย เพราะสามีพยายามจะทำให้เธอแท้ง เพราะคิดไปเองว่า ลูกในท้องไม่ใช่ลูกของตัวเอง

“เราโดนทำอย่างนั้นตั้งแต่ 5 ทุ่ม ถึง ตี 5 เราผิดเองที่เลือกเขา” เธอเล่าพลางสะอื้นไห้

“ตอนนั้นคิดว่า ไม่รอดแน่ๆ คิดถึงหน้าพ่อหน้าแม่อย่างเดียว”

แต่เคราะห์ดีเหลือเกิน เมื่อเพื่อนบ้านได้ยินเสียงกระทำความรุนแรง และไม่นิ่งเฉย ไม่มองว่าเป็นเรื่องผัวเมีย ไม่มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว โทรศัพท์แจ้งตำรวจ

“ตำรวจมาช่วยตอนตี 5 และพาไปส่งโรงพยาบาล”

เจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ต้องแอดมิดนอนไอซียู 20 วัน และโชคดีที่ลูกในท้องปลอดภัย

หลังจากนั้น เจนกับฝ่ายชายก็แยกกันอยู่ โดยเจนกลับไปอยู่กับพ่อที่บ้าน

“ตอนอยู่โรงพยาบาล เขามาเยี่ยมขอคืนดี บอกขอโทษและไม่ตั้งใจ ผู้หญิงทุกคนร้อยทั้งร้อย พอเขาขอโทษเราก็ใจอ่อนแล้ว ตอนนั้นเขาบอกว่าจะปรับตัว เราก็ให้โอกาส แต่ไม่ได้กลับไปอยู่บ้านเดียวกับเขา เพราะกลัวว่าจะโดนอีก”

ฝ่ายชายปรับตัวได้ไม่เท่าไหร่ เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 หลังจากคลอดลูกแล้ว

“เหมือนเป็นคราวเคราะห์ บังเอิญเราออกไปข้างนอก และเจอเขาโดยบังเอิญ เขาฉุดเราขึ้นแท็กซี่ไปบ้านเขาเลย ระหว่างนั่งอยู่ในแท็กซี่ เราก็พยายามโวยวาย แต่แท็กซี่ไม่กล้าช่วยเพราะมองเป็นเรื่องผัวเมีย”

พอถึงบ้าน ประวัติศาสตร์ก็กลับมาซ้ำรอยอีกครั้ง จนเจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

“เขาคิดว่าเรามีชู้ เพราะอยู่กันคนละบ้าน พอถึงบ้านเขาหยิบมีดปอกผลไม้มาแทง เพราะคิดว่าเราท้องกับคนอื่น แต่คือเราอ้วน เขาก็พยายามจะเอาลูกออก แต่พอดีมีดไม่คม เลยแทงไม่เข้า ก็ไปหยิบมีดปังตอมาฟัน ฟันที่หัวกับที่ข้อมือจนเส้นเอ็นขาด ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะกลับไปหาลูก จึงสู้ เตะผ่าหมากไปทีหนึ่ง เขาก็ชะงัก เรารีบวิ่งหนีออกมา ทั้งที่เลือดอาบเต็มตัว สักพักหนึ่งเขาก็วิ่งตามมา ก็มีคนแถวนั้นเข้ามาช่วยและห้ามไม่ให้เขาทำอะไรเราอีก แล้วก็โทรแจ้งตำรวจ พอตำรวจมา เขาก็วิ่งหนีไป”

หลังจากนั้น เจนก็เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตคนรัก ล่าสุด ฝ่ายชายถูกจับและดำเนินดคี เจนรักษาตัวจนหาย ทว่าบาดแผลที่เขาฝากไว้ มิใช่เพียงแค่แผลใจ แต่จากความรุนแรงที่ถูกฟันมือ ทำให้เส้นเอ็นขาด ขยับนิ้วมือไม่ได้มาถึงทุกวันนี้

“ไม่ว่าชาติไหนๆ ก็อย่าได้เจอผู้ชายแบบนี้อีกเลย” เธอทิ้งท้าย พร้อมฝากข้อคิดถึงคู่รักทุกคน ว่า

“การใช้ความรุนแรงไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหา และหากรู้ว่าชีวิตคู่ไปด้วยกันไม่รอด ก็ไม่ควรประคับประคอง เพราะหากร้ายแรงกว่านี้จะนำมาสู่ความสูญเสียถึงชีวิตได้”

จากกรณีของ “เจน” เธอไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกที่ถูกฝ่ายชายกระทำความรุนแรง

มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) โดย สิทธิศักดิ์ พนไธสงค์ ฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เปิดผลสำรวจความคิดเห็น “สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวและคู่รัก” จากกลุ่มผู้หญิง อายุ 17-40 ปี จำนวน 1,608 ตัวอย่างพบว่า

“ที่น่าห่วง คือ คู่รักที่เคยเจอทั้งกับตัวเอง/เพื่อน/คนรู้จัก ยังคงเป็นปัญหาแฟนเจ้าชู้/คบหลายคน/ นอกใจ เคยถูกคู่รักกักขังหน่วงเหนี่ยว ถูกดุด่า/พูดจาหยาบคาย/ส่งเสียงดัง ถูกทำร้ายร่างกาย เช่น ตบหน้า ทุบตี ข่มขู่คุกคามให้หวาดกลัว ประจาน ที่สำคัญพบกว่า 42.2% ล่อลวง/บังคับให้มีเพศสัมพันธ์ และ 41.1% ถูกบังคับให้ทำแท้ง สำหรับปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในคู่รัก คือ การนอกใจ หึงหวง หวาดระแวง การใช้ยาเสพติด การดื่มสุรา การไม่ให้เกียรติกัน และพฤติกรรมติดสื่อโซเชียล”

นายสิทธิศักดิ์ กล่าวว่า จากข้อมูลปัญหาความรุนแรงในคู่รักเกิดมาจากทัศนคติการมองความรักเป็นการใช้อำนาจ การแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ มองว่าผู้หญิงเป็นสมบัติของคนรัก ล้วนมาจากทัศนคติแบบชายเป็นใหญ่ คนในสังคมจึงควรปรับเปลี่ยนมุมมองความรัก ปรับเปลี่ยนทัศนคติให้ความสำคัญกับความรัก ให้เกียรติกัน เข้าใจกัน แบ่งเบาภาระซึ่งกันและกัน เช่น ผู้ชายช่วยงานบ้าน เลี้ยงดูลูกได้

ในส่วนของปัจจัยกระตุ้น จากการใช้สารเสพติด การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือว่ามีส่วนสำคัญทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงและลุกลามบานปลาย

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ควรมุ่งประเด็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ควรมีมาตรการรับมือปัญหาจากปัจจัยกระตุ้นอย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ขณะเดียวกันกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ควรรณรงค์สร้างความรักในนิยามใหม่ ที่เน้นความเข้าใจ การเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกายผู้หญิง เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติแบบชายเป็นใหญ่

รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการควรปรับหลักสูตรเน้นการเรียนการสอน “มิติบทบาทหญิงชาย” เพื่อสร้างทัศนคติตั้งแต่วัยเด็กให้เข้าใจความรักในแบบที่มีความเคารพสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ

รวบหนุ่มวิน จยย.ปาหินใส่รถตู้รับส่งนักเรียน คุมส่งฟ้องศาล

รวบหนุ่มวิน จยย.ปาหินใส่รถตู้รับส่งนักเรียน คุมส่งฟ้องศาล

ความคืบหน้าเหตุมีบุคคลขับขี่รถจักรยานยนต์ ปาหินใส่รถตู้รับส่งนักเรียน ทะเบียน ฮน-4270 กทม. ในพื้นที่ สน.ประเวศ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และกระจกรถตู้แตกเสียหาย เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าวานนี้ (20 ม.ค.) ล่าสุด ตำรวจ สน.ประเวศ สามารถติดตามจับกุมตัว ผู้ก่อเหตุได้แล้ว คือ นายอับดุลฟารุตต์ อายุ 36 ปี อาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์ รับจ้าง ตำรวจจึงเชิญตัวมาสอบสวน ที่ สน.ประเวศ

พ.ต.อ.ธงชัย วิไลพรหม ผู้กำกับการ สน.ประเวศ เปิดเผยสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น ว่า จากการสอบสวน นายอับดุลฟารุตต์ ให้การยอมรับสารภาพว่า เป็นผู้ก่อเหตุจริง ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อช่วงเช้าวานนี้ได้มีเรื่องกันบนท้องถนนเกี่ยวกับการขับรถปาดหน้ากัน ทำให้ผู้ต้องหาไม่พอใจแล้วใช้ก้อนหินขว้างเข้าไปในรถตู้ ซึ่งขณะนั้น มีนักเรียนอยู่ 2 คน พนักงานเปิดปิดประตูรถ 2 คน และคนขับรถตู้ 1 คน ซึ่งก้อนหินที่ นายอับดุลฟารุตต์ ขว้างเข้าไปในรถตู้นั้น ไปถูกที่หลังของพนักงานเปิดปิดรถ ได้รับบาดเจ็บ

หลังจากผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ แล้ว พนักงานสอบสวน สน.ประเวศ ได้คุมตัว ส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดพระโขนงในข้อหา ทำให้เสียทรัพย์และทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจแล้ว

เทียบชัดๆ พิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ทรัมป์ vs โอบามา

เทียบชัดๆ พิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ทรัมป์ vs โอบามา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า (20 ม.ค.) บรรยากาศในวันสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ มีจำนวนคนที่มาร่วมงานบริเวณแนชั่นแนล มอลล์ ลานด้านหน้าพิธีสาบานตนของแคปิตอล ฮิลล์ ในกรุงวอชิงตัน มีจำนวนน้อยกว่าสมัย บารัค โอบามา ทำพิธีรับตำแหน่งอย่างเห็นได้ชัด

โดยมีรายงานว่ามีประชาชนมาร่วมเป็นสักขีพยานการสาบานตนของทรัมป์ ราว 9 แสนคน ขณะที่สมัยโอบามา สาบานตน มีผู้เข้าร่วมพิธีราว 1.8 ล้านคน

ทั้งนี้ มีรายงานว่าระบบขนส่งผู้คนเดินทางเข้ามายังกรุงวอชิงตัน 193,000 เที่ยว เทียบกับสมัยนายโอบามาเมื่อ 8 ปีก่อน ที่มี 513,000 เที่ยว และสมัยนายโอบามารับตำแหน่งสมัยที่ 2 เมื่อ 4 ปีก่อน มี 317,000 เที่ยว

ทีมข่าว Sanook! News ได้รวบรวมภาพบรรยากาศพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2009 ของ บารัค โอบามา และ ปี 2017 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ มาให้ดูกัน

พังหรือเก็บมาทิ้ง จักรยานสาธารณะในจีนราว 500 คัน จอดกองสุมเป็นภูเขา

พังหรือเก็บมาทิ้ง จักรยานสาธารณะในจีนราว 500 คัน จอดกองสุมเป็นภูเขา

เว็บไซต์ข่าวประเทศจีนรายงานว่า พบจักรยานสาธารณะหลายรุ่นหลายยี่ห้อราวๆ 500 คัน กองสุ่มยุ่งเหยิงเป็นภูเขาเล็กๆ คาดคะเนจากสายตาแล้วสูงประมาณ 2-3 เมตร อยู่บริเวณข้างสวนสาธารณะวานซ่าซาน ถนนเฉอโข่ว เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง

โดยสาเหตุอาจจะเพราะมีคนจอดไม่เป็นระเบียบ พังเสียหายแล้ว ซึ่งมีจักรยานจำนวนไม่น้อยที่แฮนด์จับ ตะกร้า และชิ้นส่วนอะไหล่อื่นๆ หลุดร่วงออกมาวางระเกะระกะอยู่ตามพื้น หรืออาจเกิดจากสาเหตุอื่น

ชาวบ้านในชุมชนใกล้สถานที่ดังกล่าวเผยว่า เริ่มมีกองภูเขาจักรยานนี้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน โดยคนที่ใช้บริการให้เช่ายืมจักรยานสาธารณะบางส่วน เมื่อใช้เสร็จจะจอดทิ้งไว้ไม่เป็นระเบียบ ซึ่งยังเป็นปัญหา บางคนก็นำไปจอดตามถนนในเขตชุมชน เขตหมู่บ้าน และคาดว่าเจ้าหน้าที่รักษาความภัยจะเป็นคนเก็บจักรยานเหล่านั้นมากองไว้บริเวณดังกล่าว แต่กระนั้นก็ยังเป็นปัญหา